นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก (พร้อมประวัติ)

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก (พร้อมประวัติ) โดยมีการจัดอันดับรวมทุกฤดูกาล จะเป็นนักเตะคนใหน หรือจะเป็น

นักเตะที่ทุกคนชื่นชอบ เราจะมาดูไปพร้อมกันเลยครับ ใน หัวข้อนี้ 

อันดับ 25 เซร์คิโอ อเกวโร : 100 ประตู

เซร์คิโอ อเกวโร kingdom sport

สโมสร : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ช่วงเวลา 2011-ปัจจุบัน

 

สำหรับ กุน อเกวโร่ เขาพีงจะจัดการซัดประตูไป ลูกที่ 100 ในพรีเมียร์ลีก

 

และยังเป็นสถิติจากการเล่นไปเพียงแค่ 147 นัด

 

ประวัติส่วนตัว

 

ศูนย์หน้าชาวอาร์เจนตินาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งเมื่อปี 2003 ด้วยวัย 15 ปี กับอีก 13 วัน โดยประเดิมสนามให้กับอินดิเพนเดียนเต้ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก อาร์เจนตินา เป็นสถิติที่เอาชนะได้แม้กระทั่งตำนานที่เป็นพ่อตาในอนาคตของเขาอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า

อเกวโร่คว้าแชมป์โลกรุ่นยู-20 กับอาร์เจนตินาได้ในปี 2005 ก่อนที่จะย้ายมาประสานงานกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส ที่แอตเลติโก มาดริดในปีถัดมา


ความยอดเยี่ยมของเขาทำให้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ในเดือนกันยายน 2006 และปีถัดมา อเกวโร่ก็โดดเด่นในการเตะฟุตบอลโลกรุ่นยู-20 

 

พร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโว และนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นท์ไปครอง โดยเอล กุนซัดประตูไป 6 ลูก จาก 7 เกม ช่วยให้ทีมฟ้าขาวคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

 

อเกวโร่กลายมาเป็นตัวหลักในแนวรุกของทีมตราหมี หลังจากที่ตอร์เรสย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูล และเขาก็จับคู่กับ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ได้เป็นอย่างดีในฤดูกาล 2007/08 โดยทั้งคู่ช่วยให้แอตเลติโกคว้าตั๋วไปเตะแชมเปี้ยนส์ ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

 

ฤดูกาล 2009/10 อเกวโร่พาแอตเลติโกคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกได้ สานต่อด้วยแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ในปีถัดมา และเกือบคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ได้ด้วย

 

เขาเป็นตัวหลักของทีมชาติชุดทำศึกฟุตบอลโลก 2010 และโคปา อเมริกา 2011 ก่อนที่จะย้ายมายังถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมด้วยค่าตัวเป็นสถิติของสโมสรในเวลานั้น


เขาใช้เวลาไม่นานในการสร้างชื่อกับซิตี้ โดยทำประตูได้ 2 ลูกในนัดประเดิมสนามเจอกับสวอนซี ในเกมพรีเมียร์ ลีก 2011/12 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการยิงไกล 30 หลาแบบสุดสวย

 

อเกวโร่ยิงไป 30 ลูกในฤดูกาลเปิดตัวในถิ่นเอติฮัด เป็นนักเตะคนแรกของสโมสรที่ยิงได้ถึงจำนวนดังกล่าวต่อฤดูกาล ต่อจาก ฟรานซิส ลี ในฤดูกาล 1971/72

 

เซร์คิโอจารึกชื่อของตัวเองลงในหนังสือประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปตลอดกาล เมื่อเขายุติการรอคอยแชมป์ลีกของสโมสรอันยาวนาน 44 ปีลงได้ด้วยประตูชัยในนาทีที่ 94 ที่มีต่อคิวพีอาร์ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2011/12

 

แม้อาการบาดเจ็บจะรบกวนเซร์คิโอในฤดูกาลที่ 2 ของเขากับสโมสร แต่ดาวยิงจากกีย์มาก็ยังอุตส่าห์ยิงในพรีเมียร์ ลีกไปได้ 12 ลูก ในฤดูกาล 2012/13 รวมถึงลูกโขกในรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ พบกับเชลซี ที่ช่วยให้ซิตี้ผ่านเข้าไปเตะรอบชิงฯ ด้วย

อเกวโร่ระเบิดฟอร์มเก่งในฤดูกาล 2013/14 ด้วยการยิง 4 ประตู ในพรีเมียร์ ลีก 6 เกมแรก รวมถึงการยิง 2 ประตูพาทีมเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-1 ด้วย


รวมแล้วฤดูกาล 2013/14 เขายิงไป 28 ลูก และก็ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ รวมถึงคว้าแชมป์แคปิตอล วัน คัพด้วย หลังจากที่ซิตี้เอาชนะซันเดอร์แลนด์ 3-1 ที่เวมบลีย์

 

อันดับ 24 : แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ : 102 ประตู

แมทธิว kingdom sport

สโมสร : เซาธ์แฮมป์ตัน

 

ช่วงเวลา : 1992-2000

 

สำหรับพ่อมด แดนใต้คนนี้ เรียกได้ว่า เป็นแข้ง ระดับตำนานของทีมนักบุญ เพราะเขาไม่เคยย้ายเล่นให้กับสโมสรอื่นๆ เลยแม้จะมีทีมใหญ่มากมายมาตามจีบ

 

ประวัติส่วนตัว

 

แน่นอนว่า เลอ ทิสซิเอร์ เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกที่เกาะนี้ เขาใช้ชีวิตเกือบ 9 ปีกับ เวลล์ รีเครชัน สโมสรท้องถิ่น ก่อนจะตัดสินใจอำลาบ้านเกิดไปตามหาความฝันที่เกาะใหญ่ จนได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ เซาธ์แฮมป์ตัน ตอนอายุ 17 ปี

 

ด้วยทักษะที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้เพียงปีเดียว เลอ ทิสซิเอร์ ก็สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จในฤดูกาล 1986-87 ก่อนจะประเดิมเส้นทางลูกหนังได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการซัดไปถึง 6 ประตูจาก 24 นัดในซีซั่นแรก โดยหนึ่งในนั้นคือการทำแฮตทริคในเกมพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกด้วย

 

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เลอ ทิสซิเอร์ ก็ค่อยๆทำผลงานจนกลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม และมาระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 20 ประตูในฤดูกาล 1989-90 รั้งอันดับ 3 ดาวซัลโวร่วมของลีก ทั้งที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง พร้อมช่วยให้เซาธ์แฮมป์ตัน จบในอันดับ 7

 

ของตาราง ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในรอบ 5 ปี 

 

ผลงานดังกล่าวไม่เพียงทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักทั้งลีก แต่ยังทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของดิวิชั่น 1 (เดิม) ในซีซั่นดังกล่าว พ่วงด้วยนักเตะแห่งปีของสโมสรอีกหนึ่งตำแหน่ง 

 

จากนั้น เลอ ทิสซิเอร์ ก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของเซาธ์แฮมป์ตัน เขากลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสโมสร ทั้งตัวสร้างสรรค์เกม และตัวจบสกอร์ เขามักจะยิงได้เกิน 10 ประตูเกือบทุกฤดูกาลในช่วงทศวรรษ 1990’s และเคยยิงไปถึง 25 ประตูจาก 38 นัดในฤดูกาล 1993-94 รวมไป

 

ถึงอีก 20 ประตูจาก 41 นัดในฤดูกาลต่อมา 

 

ตลอด 16 ฤดูกาลกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เขายิงไปถึง 209 ประตู จาก 540 นัดในทุกรายการ โดยเป็นการยิงในพรีเมียร์ลีกถึง 100 ประตู และทำไปถึง 64 แอสซิสต์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานของทีมนักบุญ และได้รับฉายาว่า “เลอ ก็อด” (พระเจ้า) 

 

อันดับ 23 : ดิดิเยร์ ดร็อกบา : 104  ประตู

Drogba kingdom sport

สโมสร : เชลซี

 

ช่วงเวลา : 2004-2012 / 2014-2015

 

นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเชลซี เมื่อปี 2004 ดร็อกบา ก็ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญ

 

ของความสำเร็จ ด้วยการยิงประตูให้ทีมได้มากมาย จนตอนนี้ เขาคือหนึ่งในตำนานของทีมสิงโตน้ำเงินครามไปแล้ว

 

ประวัติส่วนตัว

หัวหอกทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ที่สื่อเรียกขานกันว่า “The Drog” เป็นนักเตะที่ถือว่าแจ้งเกิดค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มักจะเริ่มเจิดจรัสกันตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นอย่างไรก็ตาม แม้อายุจะใกล้แตะเลข 3 เข้าไปทุกขณะ แต่ ดร็อกบา ก็ยังมีพร้อมทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความทุ่มเท ที่พร้อม

 

จะสร้างความหนักใจให้กองหลังทีมคู่แข่งได้เสมอ จนมีข่าวว่า บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ของสเปน พร้อมจะทุ่มเงินก้อนโตเพื่อดึงไล่ตาข่าย

 

ดร็อกบา ระเบิดฟอร์มได้สุดยอดในฤดูกาล 2006/07 เมื่อเหมาคนเดียวถึง 33 ประตูรวมทุกรายการ และทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ทำประตูให้เชลซีได้มากที่สุด นับตั้งแต่ที่ เคอร์รี่ ดิ๊กสัน เคยทำได้ในฤดูกาล 1984/85 และ 20 ประตูที่ทำได้ในลีก ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ชิพไป

 

ครองนอกจากนั้น 

 

การลงสนามทั้งหมด 60 นัด ยังทำให้เขาเป็นนักเตะที่ลงสนามต่อซีซั่นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยไม่เพียงแต่จะทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ดร็อกบา ยังมักจะเป็นคนทำประตูสำคัญๆ ซึ่งรวมถึงการเหมาคนเดียว 2 ลูกให้ “สิงห์บลูส์” เอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 พร้อมกับคว้า

แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ไปครองในปี 2007, 

 

ทำประตูได้ในเกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า ทั้งเหย้าและเยือน ก่อนจะกลายเป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกาคนแรก ที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ได้ ซึ่งเป็นประตูชัยที่ทำให้เชลซี เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงต่อเวลาพิเศษดร็อกบา ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาร่วมทีมเชลซี ในช่วง

 

ซัมเมอร์ปี 2004 ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ (ราว 1,680 ล้านบาท) 

 

พร้อมกับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นเครื่องการันตีความสามารถ

 

นักเตะผู้พาไอวอรี่โคสต์ได้ร่วมสังฆกรรมในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปี 2006 ย้ายจากทวีปแอฟริกา มาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังเด็ขวาหลังจากที่ได้เล่นให้กับสโมสรเล็กๆ มาแล้วหลายครั้ง ดร็อกบา ก็ตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อเสนอการทดสอบฝีเท้ากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง 

 

ก่อนจะร่วมทีม เลอ ม็องส์ ในดิวิชั่น 2 ของเมืองน้ำหอม และเลื่อนขึ้นมาเล่นในลีก เอิง กับ แก็งก็องการทำได้ 17 ประตูในฤดูกาล 2002/03 ได้เตะตาโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ขณะนั้นยังเป็นผู้จัดการทีมของปอร์โต้ ทว่า ทีมดังของโปรตุเกส ไม่มีเงินพอที่จะซื้อ ดร็อกบา มาร่วมล่าตาข่ายได้ 

 

ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายซบ มาร์กเซยในฤดูกาลที่ 2 กับโอแอ็ม หัวหอกไอวอรี่โคสต์ ก็ซัดไป 18 ประตูจากการลงสนามในลีก 35 นัด และทำได้ 6 ประตูในการแข่งขันยูฟ่า คัพ ซึ่งมาร์กเซย ทะยานเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศจากนั้น “เดอะ ดร็อก” ก็ได้เซ็นสัญญากับ เชลซี ซึ่งมี มูรินโญ่ 

 

เป็นนายใหญ่ของทีม และกลายเป็นกำลังสำคัญในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ นับตั้งแต่ฤดูกาล 2004/05 จวบจนถึงปัจจุบัน

 

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

22. ดาร์เรน เบนท์ : 106 ประตู

ดาร์เรน เบนท์ kingdom sport

สโมสร : ชาร์ลตัน แอธเลติก, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส, ซันเดอร์แลน, แอสตัน วิลลา, ฟูแลม

 

ช่วงเวลา : 2005-2015

 

เบนท์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์หน้าชาวอังกฤษที่มักจะย้ายทีมด้วยค่าตัวมหาศาลอยู่เสมอ แต่นั่นก็บ่งบอกชัดเจนว่าเขามีฝีเท้าดีแค่ไหน

 

ประวัติส่วนตัว

 

เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษเชื้อสายจาเมกา ตำแหน่งกองหน้า โดยเล่นในระดับพรีเมียร์ลีกให้กับ 9 สโมสร และติดทีมชาติอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 2006–2011 ในยุคของสเวน-เยอราน เอริกซอน, สตีฟ แม็คคลาเรน และฟาบีโอ กาเปลโล นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่ง

ในผู้เล่นที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากเกินกว่า 100 ประตู

 

เบนต์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับสโมสรฟุตบอลก็อดแมนเชสเตอร์ โรเวอส์ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลระดับสมัครเล่นในเคมบริดจ์เชอร์และถูกค้นพบโดยแมวมองของอิปสวิช ทาวน์ ก่อนจะเข้ามาอยู่ในทีมเยาวชนของสโมสรในปี ค.ศ. 1998 หลังจากนั้นเขาได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ขอ

งอิปสวิช ทาวน์ เป็นครั้งแรกด้วยอายุเพียง 17 ปี ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2001–2002 แม้ในฤดูกาลดังกล่าวสโมสรจะตกชั้นแต่

 

หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของสโมสรในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป โดยลงสนามในลีกให้กับอิปสวิช ทาวน์รวม 122 นัด และยิงในลีกได้ 48 ประตู

 

ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2005–06 ชาร์ลตัน แอธเลติก ได้ซื้อตัวเขามาร่วมทีมด้วยราคา 2.5 ล้านปอนด์ ทำให้เขาได้เล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง ก่อนจะสร้างผลงานเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเขาทำให้

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ซื้อตัวเขาไปร่วมทีมในปี ค.ศ. 2007 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติถึง 16.5 ล้านปอนด์ 

 

โดยในฤดูกาลแรกเขาไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนักโดยตกเป็นตัวสำรองของดีมีตาร์ เบร์บาตอฟและร็อบบี คีน ต่อมาในฤดูกาล 2008–09 เมื่อเบร์บาตอฟและคีน ย้ายออกจากทีมไปทำให้เขาได้เล่นเป็นกองหน้าตัวจริงของทีมคู่กับโรมัน ปัฟลูย์เชนโค โดยเขายิงประตูในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2008–09

ได้ 12 ประตู แต่การย้ายกลับมาร่วมทีมอีกครั้งของร็อบบี คีน หลังย้ายออกไปแค่ 6 เดือน ทำให้แดร์เรน เบนต์ ต้องกลับมาแย่งตำแหน่งตัวจริง

 

ภายในทีมอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลนั้นก็ตาม

 

ฤดูกาล 2009–10 เบนต์ย้ายมาร่วมทีมซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การคุมทีมของสตีฟ บรูซและแสดงผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกถึง 24 ประตู โดยเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมรวมถึงเป็นผู้ทำประตูสูงสุดอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลดังกล่าวรองจากดีดีเย ดร็อกบา และเวย์น รูนีย์ และ

จากผลงานการยิงประตูของเขาทำให้เฌราร์ อูลีเย ตัดสินใจซื้อตัวเขามาร่วมทีมแอสตัน วิลลา ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2011 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสรที่ 18 ล้านปอนด์

 

โดยอาจเพิ่มถึง 24 ล้านปอนด์ตามผลงานของเขาโดยแม้เขาจะย้ายมายังแอสตัน วิลลา ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2010–11 แต่ก็สามารถยิงประตูให้ทีมได้ 9 ประตู และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมร่วมกับแอชลีย์ ยัง รวมทั้งเป็นผู้ทำประตูสูงสุดอันดับที่ 4 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2010–11 ที่จำนวน 17

ประตู (8 ประตู ยิงให้ซันเดอร์แลนด์ช่วงครึ่งฤดูกาลแรก) 

 

ในฤดูกาลต่อมาแม้ว่าเขาจะยิงประตูที่ 100 ในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และยังคงเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้มากที่สุดของทีมในฤดูกาลนั้น แต่กลับต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนักจากการเข้าสกัดบอลของอันโตลิน อัลการัซ กองหลังของวีแกน แอธเลติก จนเอ็นข้อเท้าฉีกหลังจากรักษาอาการบาดเจ็บ

กลับมาได้ในฤดูกาล 2012–13 เขาต้องตกเป็นตัวเลือกลำดับที่ 4 ในตำแหน่งกองหน้าต่อจากคริสตีย็อง แบนเตเกกาเบรียล อักบอนลาฮอร์และอันเดรอัส ไวมัน 

 

ทำให้เขาต้องย้ายไปเล่นให้กับทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัวโดยเขาย้ายไปเล่นให้กับฟูลัม ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2013–14 แต่ก็ไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ โดยยิงในลีกได้เพียงแค่ 3 ประตูตลอดฤดูกาล ต่อมาในฤดูกาล 2014–15 เขาย้ายไปเล่นด้วยสัญญายืมตัวอีกครั้งกับไบรตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน

 

และดาร์บี เคาน์ตีในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวออกจากสโมสรแอสตัน วิลลาในที่สุด

 

หลังหมดสัญญากับแอสตัน วิลลา เบนต์ย้ายมาร่วมทีมดาร์บี เคาน์ตี แบบไม่มีค่าตัว ก่อนจะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอีกครั้ง โดยในฤดูกาล 2017–18 เบนต์ได้รับบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นขา จนไม่ได้ลงสนามให้กับทีมและหลังจากที่เข้ารับการรักษาเขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับเบอร์ตัน อัล

เบียน และหมดสัญญากับดาร์บีหลังจบฤดูกาล ทีเด็ดวันนี้

 

21. พอล สโคลส์ : 107 ประตู

 

paulscholes kingdom sport

สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา : 1994-2011 / 2012-2013

 

อีกหนึ่งแข้งระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, พรีเมียร์ลีก และทีมชาติอังกฤษ คนนี้ เรียกว่าเป็นผู้เล่นที่ได้รับความศรัทธาอย่างสูงจากทั่วโลก เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่สุด ๆ อย่างแท้จริง

 

ประวัติส่วนตัว

 

พอล สโคลส์ เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลฝึกหัดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 และเป็นนักเตะอาชีพ 18 เดือน หลังจากนั้นในวันที่ 23 มกราคม 1993 ในขณะที่เล่นให้กับทีมเยาวชนเขาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมมาก และได้แชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ กับทีมชุดเยาวชนในปี 1993 อีกทั้ง

เขายังลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพส์ ในปี 1993 ด้วย

 

เขาลงเล่นในลีกให้กับสโมสรครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1994 โดยนัดนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ อิปสวิช ทาวน์ และแม้เขาจะสามารถยิงได้ถึง 2 ประตู แต่ผลการแข่งขันก็จบลงที่ ความพ่ายแพ้ของทีม 2 – 3

 

ในฤดูกาล 1994/95 เขาได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่มากขึ้น เนื่องจากต้องลงเล่นแทน เอริค คันโตน่า ที่ติดโทษแบน บางนัดก็ลงเล่นแทนตำแหน่งของ มาร์ค ฮิวจ์ส ที่มีอาการบาดเจ็บ อีกทั้งได้ลงเป็นตัวสำรองแทน ลี ชาร์ป ในศึก เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี ในฤดูกาลนี้ก็จบลงด้วยการไม่ได้แชมป์ใดๆ เลย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี แต่ในฤดูกาลถัดมา พวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ครั้งที่ 3 ในรอบ 4 ปีมาได้ และนั่นก็เป็นแชมป์ใหญ่แชมป์แรกของเขา อีกทั้งการที่ทีมเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ก็ทำให้ทั้งเขา

และสโมสร ได้ ดับเบิ้ลแชมป์ อีกด้วย

 

ทางด้านการลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ พอล สโคลส์ ก็สามารถทำประตูได้ในนัดแรกที่เขาลงเล่นให้กับทีมชาติแบบเต็มๆ และนั่นก็เป็นนัดแรกที่เขาลงเล่นใน เวมบลีย์ ด้วย และเขามีชื่อในทีมชาติชุดที่เล่นในฟุตบอลโลกในปี 1998 รวมทั้งสามารถทำประตูให้ทีมชาติอังกฤษในนัดเปิดสนามที่พบกับ

ตูนีเซีย ในเดือนมีนาคม ปี 1999 เขาก็กลายเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ปี 1984 ที่ทำประตูให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในดินแดนอิตาลี 

โดยเขาทำประตูตีเสมอให้ทีมในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อินเตอร์ มิลาน ที่สนาม ซาน ชิโร่ และหลังจากนั้น ในเดือนเดียวกันนี้เขาก็ยังสามารถทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษ ช่วยให้ทีมเอาชนะ โปแลนด์ 3 – 1 ที่สนาม เวมบลีย์ ในรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2000

 

แม้ว่าจะค่อนข้างจะขี้อายและไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมากนัก แต่เขาก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์อย่างภาคภูมิใจว่า “มันเป็นความรู้สึกที่ดียอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่เล่นฟุตบอลมาเลย ผมได้ทำประตูที่สำคัญให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก และการที่แฟนๆ ให้กำลังใจ

ผมโดยตลอด นั่นทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ จริงๆ”

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็ประกาศว่า เขากับภรรยา แคลร์ กำลังจะได้ลูกคนแรก แต่นิยายเรื่องนี้ก็ไม่จบลงด้วยความสุขเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นเขายังเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่คว้า 3 แชมป์ด้วย แต่สิ่งเดียวที่น่าผิดหวังของเขาก็คือ ในฤดูกาล1998/99 เขาต้องติดโทษแบนและไม่สามารถลงเล่นได้ในนัดชิง

ชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก 

 

ที่ บาร์เซโลน่า ทั้งยังได้รับความอับอายเมื่อเขาเป็นนักฟุตบอลอังกฤษคนแรกที่ถูกไล่ออกในสนาม เวมบลีย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในศึก ยูโร 2000 รอบคัดเลือก และจบเกมอย่างน่าผิดหวังด้วยการเสมอกับสวีเดน 0-0

 

สโคลส์ เริ่มต้นฤดูกาล 1999/2000 ด้วยการเป็นพ่อคน เมื่อ แคลร์ ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกคนแรก อาร์รอน เจค ในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม

 

กับทีมชาติเขาสามารถทำประตูในการพบกับ สกอตแลนด์ ในศึกยูโร 2000 นัด เพลย์-ออฟ ได้และนั่นก็ส่งผลให้เขาได้รับการโหวตโดย England Supporters Club ได้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี และในช่วงเดือนมกราคมปี 2000 ที่ทีมต้องไปแข่ง เวิลด์ คลับ แชมเปี้ยนชิพส์ ที่บราซิล เขาก็ไม่

สามารถร่วมเดินทางไปกับทีมได้เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อน และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทีเดียว 

 

เนื่องจากเขาได้พักและทำให้พลาดลงสนามกับศึกพรีเมียร์ชิพ เพียง 1 นัดเท่านั้น และการกลับมาครั้งนี้ เขาก็สามารถทำประตูได้กับทีมได้ 7 ประตู ตลอดช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และทีมก็สามารถคว้าแชมป์ที่ 6 ในรอบ 8 ปีได้เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล

 

ปี 2000/2001 ชีวิตในวงการฟุตบอลของเขาก็ยังคงไปได้ดี เขาสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ชิพ ครั้งที่ 5 ของตนเองได้ด้วยการลงสนาม 44 นัดและทำประตูได้ในลีก 11 ประตู แต่ที่ดีที่สุดในฤดูกาลนั้นคือ การทำประตูในระยะ 32 หลาในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ พานาธิไนกอส และเขาก็จบฤดูกาลนี้

ด้วยการทำประตูในฟุตบอลยุโรป 15 ประตู ซึ่งมากกว่า เดนิส ลอว์ อยู่ 1 ประตู

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2001 สโคลส์ และ แคลร์ ก็ประกาศให้สื่อมวลชนทราบว่าพวกเขาได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 แล้ว โดยมีชื่อว่า อลิเชีย และในวันที่ 6 กรกฎาคม 2001 เขาก็จรดปากกาต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีม โดยจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ปี 2006 นอกเหนือจากฤดูกาลที่น่าผิดหวังกับสโมสรในปีนี้

เราและเพื่อนๆ อย่าง เดวิด เบ็คแฮม, นิคกี้ บัตต์ และ เวส บราวน์ ก็ได้ร่วมเล่นทีมชาติด้วยกันในศึกฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่น

และเกาหลีใต้ แต่ด้วยมาตรฐานที่สูงของตัวเขาเองทำให้ถูกมองว่าฟอร์มการเล่นในครั้งนี้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไรนัก แม้ว่าจริงๆ แล้ว เขาคือผู้เล่นในตำแหน่งแดนกลางที่สำคัญมากในทีมคนหนึ่ง และในขณะนั้นทีมชาติอังกฤษ ก็สามารถเข้าถึงรอบ Quarter-finals ได้แต่ก็ต้องพบกับ บราซิล และตกรอบ

ไปในที่สุด

เขากลับมาเล่นให้กับสโมสร และได้ลงเล่นในตำแหน่งใหม่นั่นคือ ศูนย์หน้าต่ำ ซึ่งเล่นข้างหลัง รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่เป็นกองหน้าตัวเป้า และเขาก็พิสูจน์ว่า เฟอร์กี้ คิดถูกที่เขาเล่นในตำแหน่งนี้ เพราะเขาสามารถทำประตูได้กับทีมได้ถึง 20 ประตู และทีมก็สามารถคว้าแชมป์ลีก ครั้งที่ 8 ได้สำเร็จ ซึ่ง

หลายต่อหลายคนก็ยกเครดิตครั้งนี้ให้กับ รุด แต่ความสามารถของ พอล สโคลส์ เองก็ไม่เคยมีใครมองข้ามไปเช่นกัน

 

20. ไรอัน กิ๊กส์ : 109 ประตู

 

ไรอัน กิกส์ kingdom sport

สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา : 1992-2014

 

กิ๊กส์ เองก็ถือเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ของ สโคลส์ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันในถิ่นปีศาจแดง แถมเขายังได้รับการยอมรับว่าเป็นปีกซ้ายที่เก่งที่สุดของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

 

ประวัติส่วนตัว

 

ไรอัน กิ๊กส์ ย้ายจาก เวลส์ มาอยู่ที่อังกฤษ ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในตอนนั้นเขาเล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสร ดีน ซึ่งเป็นที่แรกที่เขาได้เรียนรู้การเล่นฟุตบอล โค้ชของเขาในตอนนั้นคือ เดนิส สโคฟิลด์ ซึ่ง กิ๊กส์ ถูก เดนิส ส่งไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนกระทั่งอายุได้ 14 ปี ในวันเกิดปีที่ 14 ของ

เขา อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เดินทางไปที่บ้านของเขาใน สวินตัน เมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อติดต่อนักฟุตบอลหนุ่มน้อยผู้นี้ไปร่วมทีม

 

หลังจากที่ เฟอร์กี้ ได้ฟังคำยืนยันจากหัวหน้าสเกาต์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือ เคน บาร์เนส ว่าทางสโมสรจะไม่เซ็นสัญญากับนักเตะผู้นี้ และนั่นก็ทำให้พวกเขาสูญเสียอย่างมหาศาลกับสิ่งที่พวกเขาปล่อยให้หลุดลอยไป ซึ่งกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา

 

ขณะที่ กิ๊กส์ อายุได้ 16 ปี เขาก็ได้เซ็นสัญญาร่วมทีมสมัครเล่น (YTS) และเริ่มเล่นเป็นอาชีพเมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1990 หลังวันเกิดครบรอบ 17 ปี เพียงไม่นาน ทั้งๆ ที่เขาเคยเป็นกัปตันทีม England Schoolboys แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงที่เขาเรียนในอังกฤษเท่านั้น

เขาก็ไม่สามารถเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้ เพราะเขาเกิดและเติบโตที่ เวลส์ ทั้งพ่อแม่ และญาติพี่น้องก็เป็นคนชาติ เวลส์ ดังนั้นเขาจึงต้องเล่นให้กับทีมชาติ เวลส์ เท่านั้น จะเป็นทีมอื่นไปไม่ได้

การลงเล่นนักแรกในลีกให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1991 เขาต้องลงสนามกับทีมพบกับ เอฟเวอร์ตัน ในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเป็นตัวสำรอง และลงเล่นแทน เดนิส ไอร์วิน และการลงเล่นในศึก แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมทช์ ครั้งแรกของเขาก็เป็นช่วงท้ายฤดูกาล โดยที่

เขาสามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้ และเป็นประตูเดียวที่เขาทำได้ในฤดูกาลนั้น

จากอาการบาดเจ็บของ ลี ชาร์ป ในช่วงต้นฤดูกาล 1991/92 ทำให้ ไรอัน กิ๊กส์ ได้มีโอกาสลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ โดยเล่นในตำแหน่งที่เขาถนัดคือ ปีกซ้าย จากการลงเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เขาได้รับแชมป์กับทีมในทุกๆ ถ้วย เช่น ลีก คัพ ในปี ค.ศ. 1992 ลีก แชมเปี้ยนชิพส์

(พรีเมียร์ ลีก) ในปี ค.ศ. 1993, 1994, 1996, 1997, 1999, 2000 และ 2001 เอฟเอ คัพ ในปี ค.ศ. 1994, 1996 และ 1999 และถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี ค.ศ. 1999

 

กับประสบการณ์ระดับชาติเขากลายเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่เล่นให้กับทีมชาติ เวลส์ โดยนัดแรกกับทีมชาติเขาต้องเผชิญหน้ากับ เยอรมนี ด้วยวัย 17 ปี กับ 321 วัน

 

ไรอัน กิ๊กส์ ทำประตูที่สุดสวยและน่าจดจำให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากมาย และนั่นก็รวมถึงประตูที่เขายิงให้กับทีมในศึก เอฟเอ คัพ รอบ semi-final ที่พบกับ อาร์เซนอล ที่ วิลล่า พาร์ค ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1999 ด้วย ในขณะนั้นเป็นช่วงนาทีสุดท้ายของการต่อเวลา และสกอร์ก็เสมอกันอยู่ที่

1 – 1 

หากจบเกมด้วยการเสมอก็จะต้องมีการยิงลูกโทษ แต่ กิ๊กส์ ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเลี้ยงบอลตรงไปยังแนวรับของ อาร์เซนอล และลากหลบนักเตะทีมคู่แข่งถึง 4 คน ก่อนสับไกยิงเต็มข้อ เดวิด ซีแมน หมดสิทธิ์เซฟ ลูกพุ่งเข้าตุงตาข่ายอย่างสวยงาม 

 

ทำเอานักวิจารณ์หลายต่อหลายคน ยกให้เป็นประตูสุดสวยแห่งศตวรรษเลยทีเดียว ซึ่งชัยชนะในนัดนี้เป็นหนึ่งในสามแชมป์ที่ทีมปีศาจแดงทำได้ในฤดูกาลนี้

 

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้แฟนบอลต่างก็ส่งเสียงเชียร์เขา พร้อมทั้งแต่งเพลง “Giggs will tear you apart again” เพื่อร้องเชียร์เขาในสนามด้วย

 

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดถึง ไรอัน กิ๊กส์ ก่อนเริ่มฤดูกาล 2000/01 ว่า “ผมรู้ตั้งแต่นัดแรกที่เขาลงเล่นให้กับทีมเลยว่าเขามีความสามารถ และมีพรสวรรค์ และเขาก็เป็นนักเตะที่พิเศษมากคนหนึ่งตลอดช่วง 10 ปีมานี้ เมื่อใดเขาเล่นได้เต็มที่ตามความสามารถของเขาเอง 

 

น้อยคนนักที่จะตามจับเขาได้ น้อยคนที่มีฝีเท้าและการทะลุทุลวงอย่างเขา เมื่อเขาได้จับบอล มันเหมือนกับว่าเขาวิ่งได้โดยไม่มีบอลติดเท้านั่นล่ะ”

 

“เขาทำให้แนวรับฝั่งตรงข้ามหัวปั่น และนอกจากพรสวรรค์ที่เขามีแล้ว เขาก็ฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อทีมด้วย”

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

19. เอมิล เฮสกีย์ : 110 ประตู

 

เอมิล เฮสกีย์ kingdom sport

 

สโมสร : เลสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เบอร์มิงแฮม, วีแกน, แอสตัน วิลลา

ช่วงเวลา : 1995-2012

คอลูกหนังอาจจะมีภาพจำเกี่ยวกับ เฮสกีย์ ว่าเขาเป็นศูนย์หน้าตัวรับให้กับ ลิเวอร์พูล ที่เอาแต่โหม่งชงได้อย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว สมัยอยู่ เลสเตอร์ เขาคือนักเตะที่มีความเร็ว ความแข็งแกร่ง และยิงประตูคมมาก ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว

ประวัติส่วนตัว

เอมิล เฮสกี้ย์ มีชื่อเต็มว่า เอมิล วิลเลี่ยม อีวานโฮ เฮสกี้ย์ (Emile William Ivanhoe Heskey) เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองเลสเตอร์[1] ครอบครัวของเขาเป็นชาวแอนติกาและบาร์บูดา และเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมากับ เลสเตอร์ซิตี ในสมัยที่ยังคงเล่นในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะย้ายมายังสโมสรที่

ใหญ่กว่า คือ ลิเวอร์พูล โดยลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลเป็นระยะเวลา 4 ปี ลงเล่นไปทั้งสิ้น 150 นัด ยิงประตูได้ 39 ลูก ก่อนจะย้ายไปอีกหลายสโมสร

 

ในระดับทีมชาติเฮสกี เคยติดทีมชาติอังกฤษ 62 นัด ยิงประตูได้ 7 ประตู ได้ลงเล่นในรายการสำคัญทั้งฟุตบอลโลก 2002ฟุตบอลยูโร 2004ฟุตบอลยูโร 2008 และฟุตบอลโลก 2010

 

เฮสกี้ย์ ได้ย้ายไปเล่นกับ นิวคาสเซิลเจตส์ ในเอ-ลีกของออสเตรเลีย โดยเล่นเป็นระยะเวลา 2 ปี และหมดสัญญาในปี ค.ศ. 2014 ทำให้เฮสกี้ย์กลายเป็นนักฟุตบอลอิสระอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับ โบลตัน วันเดอเร่อส์ ในระดับ เดอะแชมเปี้ยนชิพ ด้วยสัญญาระยะสั้นจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูกาล

ในปลายปีเดียวกัน[2]

 

เมื่อครั้งยังโด่งดังมีชื่อเสียง เฮสกี้ย์ถูกเปรียบเทียบว่ามีใบหน้าคล้ายคลึงกับ แฟร้งค์ บรูโน่ นักมวยสากลอาชีพรุ่นเฮฟวี่เวตชาวอังกฤษ ที่เคยเป็นแชมป์โลก

 

18. ดิออน ดับลิน : 111 ประตู

ดิออน ดับลิน kingdom sport

 

สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, โคเวนทรี ซิตี้, แอสตัน วิลลา

 

ช่วงเวลา : 1992-2004

 

ถึงแม้ว่า ดับลิน จะเคยพาตัวเองไปดับกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อน แต่หลังจากที่ย้ายมาอยู่ในถิ่น ช้างกระทืบโรง โคเวนทรี เขาก็สถาปนาตัวเองเป็นแข้งระดับตำนานได้เลยทีเดียว แถมหลังจากที่ย้ายมาเล่นให้ วิลลา ก็ยังคงร้อนแรงไม่มีตก

 

ประวัติส่วนตัว

 

ดิออน ดับลิน เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งโดยเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คกับนอริช ซิตี้ แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เลยจนย้ายไปอยู่กับแคมบริดจ์ ยูไนเต็ด เมื่อเดือนสิงหาคม 1988 และกับสโมสรใหม่นี่เองที่เห็นแววความเป็นดาวยิงของเขา ดับลินจึงถูกดันขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าพร้อมกับถล่มประตูช่วยให้ทีม

เลื่อนชั้นได้สำเร็จ

จากนั้นวันที่ 7 สิงหาคม 1992 หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เห็นฟอร์มของดับลินในการพบกันในบอลถ้วย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมปีศาจแดงจึงทำการเซ็นสัญญาเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ โดยต้องแข่งกับทั้งเชลซี และเอฟเวอร์ตัน

 

เขาทำประตูให้กับต้นสังกัดใหม่ได้ในเกมที่บุกเอาชนะเซาแธมป์ตัน 1-0 เมื่อวันที่ 2 กันยายน แต่ก็ต้องมาขาหักหลังจากนั้นเมื่อไปปะทะกับ เอริค ยัง ของคริสตัล พาเลซ เขาไม่ได้เล่นไปอีก 6 เดือน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไปคว้าตัว เอริค คันโตน่า เข้ามา นั่นทำให้โอกาสลงเล่นของดับลินถูก

จำกัดลงอย่างช่วยไม่ได้ในฤดูกาล 1993/94

ดับลินย้ายไปอยู่กับโคเวนทรี ซิตี้ ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ และตลอดระยะเวลา 4 ปีครึ่งกับทีมช้างกระทืบโรง เขาก็ถล่มประตูให้กับทีมได้มากมาย พร้อมกับลงเล่นเกิน 100 นัด จากนั้นเมื่อย้ายไปเล่นกับแอสตัน วิลล่า เขาก็ทำผลงานได้่ดีเช่นกัน

 

ในช่วงท้ายอาชีพค้าแข้ง เขาถอยกลับไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คอีกครั้ง โดยเล่นให้กับเลสเตอร์ ซิตี้, กลาสโกว์ เซลติก ก่อนที่จะมาแขวนสตั๊ดในปี 2008 กับต้นสังกัดแรกของเขาก็คือนอริช ซิตี้ นั่นเอง

 

17. เอียน ไรท์ : 113 ประตู

 

เอียน-ไรท์-อาร์เซน่อล kingdom sport

สโมสร : อาร์เซนอล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา : 1992-1999

 

คนที่ดูบอลผ่านยุค 90 มา ถึงไม่ต้องเป็นแฟนทีมปืนใหญ่ ก็น่าจะรู้สึกชื่นชอบในฝีเท้าและความคมกริบของ ดาวยิงคนนี้กันแทบทั้งนั้น ยิ่งตอนที่เขาจับคู่กันกับ เบิร์กแคมป์ แล้วบอกเลยว่าแซ่บจนหาคู่เปรียบได้ยากมากจริง ๆ 

 

ประวัติส่วนตัว

 

อย่างที่หลายๆคนรู้จักกันดี เอียนไรท์ คนนี้แหละคือกองหน้าระดับตำนานของทีม อาร์เซนอล ในช่วงยุค 90 โดยย้ายมาอยู่กับทีมตอนปี 1991 แล้วก็ลงเล่นไปมากถึง 288 นัด ยิงได้ 185 ประตูจากทุกรายการก่อนจะย้ายออกไปอยู่กับ เวสต์แฮม ต่อในปี 1998

 

แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนแทบจะลืมไปแล้วก็คือ เอียน ไรท์ นั้นไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมาก่อนเลย เพราะในอดีตตอนค้าแข้งให้กับ คริสตัล พาเลซ นั้นเขาเอาแต่วิ่งงก ๆ อยู่ในลีก ดิวิชั่น 2 ของอังกฤษ

 

และทันทีที่ย้ายขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด (สมัยนั้นยังเป็น ดิวิชั่น 1) ได้สองปี อาร์เซนอล ก็มาดึงเอาตัวไปอยู่ด้วย พร้อมแจ้งเกิดได้ในทันทีตั้งแต่ปีแรก แต่เชื่อไหมเวลานั้น ไรท์ ก็อายุตั้ง 28

 

16. สตีเวน เจอร์ราร์ด : 120 ประตู

 

เจอร์ราด kingdom sport

 

สโมสร : ลิเวอร์พูล

 

ช่วงเวลา : 1998-2015

 

สุดยอดกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในยุคพรีเมียร์ลีกคนนี้ ถึงแม้เขาจะยังไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ แต่ถ้วยแชมป์รายการอื่น ๆ ก็เคยฟาดมาหมดแล้ว แถมยังมีสถิติการยิงประตูให้สโมสรในแบบที่กองหน้าหลายคนต้องอาย

 

ประวัติส่วนตัว

 

 สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่งค่าย “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ย์ไซด์ ลิเวอร์พูล เข้าสู่เส้นทางลูกหนังจากการลงเล่นให้กับโรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิก ไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ เมืองลิเวอร์พูล โดยในตอน

ที่อายุ 8 ขวบ เขาเป็นสมาชิกของทีม ลิเวอร์พูล วายทีเอส  ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของทีม “หงส์แดง” ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 โดยได้รับเงินค่าจ้างก้อนแรกที่ 700 ปอนด์ (ประมาณ  44,100 บาท) ต่อสัปดาห์

 

     เจอร์ราร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางพลังไดนาโม โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะขยับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยความเป็นนักเตะที่มีความสามารถทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด จึงค่อยๆ

เปลี่ยนบทบาทของตัวเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

15. ดไวท์ ยอร์ค : 123 ประตู

 

ดไวท์ ยอร์ค kingdom sport

 

สโมสร : แอสตัน วิลลา, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, เบอร์มิงแฮม, ซันเดอร์แลนด์

 

ช่วงเวลา : 1992-2005 / 2007-2009

 

ดไวท์ ยอร์ค เป็นนักฟุตบอลที่ค้าแข้งมาให้กับหลายสโมสรก็จริง แต่ยุครุ่งเรืองที่สุดของเขานั้นก็คือตอนที่จับคู่กันกับ แอนดี้ โคล ในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งเขายิงพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้มากมายเลยทีเดียว

 

ประวัติส่วนตัว

 

ดไวต์ ยอร์ค ถูกค้นพบโดยเกรอัม เทย์เลอร์ ผู้จัดการทีมแอสตันวิลลาในขณะนั้น ที่กำลังพาทีมเตะอุ่นเครื่องในแถบเวสต์อินดีส ในปี ค.ศ. 1989 โดยเขาลงเล่นให้ทีมที่เตะอุ่นเครื่องกับแอสตันวิลลา

 

เกรอัม เทย์เลอร์ ประทับใจฟอร์มของเขามาก จึงได้ให้โอกาสมาทดสอบฝีเท้า และได้เซ็นสัญญากับทีม โดยดไวต์ ยอร์ก ได้โอกาสลงสนามในดิวิชัน 1 (พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1989-1990 โดยเป็นนัดที่ต้องบุกไปเยือนสโมสรคริสตัลพาเลซที่สนามเซลเฮิสต์พาร์กเมื่อวันที่ 24

มีนาคม ค.ศ. 1990 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ของเจ้าบ้าน

ฤดูกาล 1990-1991 ดไวต์ ยอร์ก ยิงประตูแรกให้แอสตันวิลลา ได้ในการแข่งขันดิวิชั่น 1 ที่พบกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ ที่สนามวิลลาพาร์ค โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนไนเจล คาลาแกน และเป็นผู้ยิงประตูชัยในนาทีที่ 90 ให้ทีมชนะไป 3-2

 

ในช่วงที่เล่นให้กับแอสตันวิลลา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ดไวต์ ยอร์ก เล่นในตำแหน่งปีกขวามาโดยตลอด จนกระทั่งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1995-1996 เขาได้เปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งกองหน้า และสามารถสร้างผลงานการเป็นดาวยิงประจำพรีเมียร์ลีกได้อย่างรวดเร็ว

 

ยอร์กเป็นกองหน้าคนสำคัญของแอสตันวิลลา ในชุดที่เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลลีกคัพ กับสโมสรลีดส์ยูไนเต็ด ในปี 1996 โดยในนัดชิงชนะเลิศที่สนามกีฬาเวมบลีย์ เขาสามารถยิงประตูได้และช่วยให้ทีมชนะ 3-0 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

 

วันที่ 30 กันยายน 1996 เขาทำแฮตทริกได้ในเกมส์ที่แอสตันวิลลาออกไปแพ้สโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ด 4-3 ที่สนามเซนต์เจมส์พาร์ก เกมนัดดังกล่าวนิวคาสเซิลออกนำไปก่อน 3-1 และแอสตันวิลลาเหลือแค่ 10 คน จากการที่มาร์ค ดราเปอร์ โดนไล่ออกตอนท้ายครึ่งแรก ยอร์คเล่นอย่างมุ่งมั่น

 

และพาแอสตันวิลลา กลับสู่เกมโดยการยิงอีกสองประตูในครึ่งหลังให้ทีมไล่ตามมาเป็น 4-3 และเป็นแฮตทริกของเขา แม้ท้ายที่สุดทีมจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาในนัดนี้ทำให้เขาได้รับความสนใจจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

 

14. นิโคลาส อเนลก้า : 125 ประตู

 

Anelka kingdom sport

 

สโมสร : อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, โบลตัน, เชลซี, เวสต์บรอมฯ

 

ช่วงเวลา : 1997-1999 / 2001-2005 / 2006-2012 / 2013-2014

 

หากจะให้คำนิยามของ อเนลก้า ว่าเป็นกองหน้าพเนจรนั้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะเฉพาะในพรีเมียร์ลีกอย่างเดียวเขาก็ย้ายไปเล่นให้มากถึง 6 สโมสรแล้ว แถมยังมีลีกอื่น ๆ ทั่วโลกอีกเพียบ แต่จุดหนึ่งที่จะว่าไม่ได้เลยก็คือ เขาอยู่ที่ไหน ก็เล่นดีได้ทุกที่จริง ๆ 

 

ประวัติส่วนตัว

 

อาเนลกาเริ่มต้นชีวิตนักเตะเยาวชนที่สโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1996 เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี อาร์แซน แวงแกร์ (ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซนอลได้ไม่นาน) ได้ซื้อตัวอาแนลกาเข้าร่วมทีมอาร์เซนอลด้วยค่าตัว 5 แสนปอนด์ ฤดูกาลแรกของเขาที่อาร์เซนอล

ช่วง 1996-97 ผลงานออกมาไม่ค่อยดี แต่ในฤดูกาลถัดมา 1997-98 อาแนลกาก็สามารถขึ้นมาเป็นตัวจริงได้ และเป็นกองกำลังสำคัญนำทีมอาร์เซนอลคว้าดับเบิลแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่าคัพในฤดูกาลนั้น อาแนลกาเป็นผู้ยิงประตูที่สองให้อาร์เซนอลชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ดไป 2-0

ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ

อาแนลกาย้ายทีมบ่อยมาก ช่วงหน้าร้อนปี ค.ศ. 1999 อาแนลกาถูกเรอัลมาดริด ทีมเศรษฐีจากสเปน ซื้อตัวไปด้วยค่าตัว 22.3 ล้านปอนด์ จากนั้นหน้าร้อนปี ค.ศ. 2000 ย้ายไปปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ จากนั้นย้ายไปลิเวอร์พูล ต่อมาปี ค.ศ. 2002 เควิน คีแกน ผู้จัดการทีมแมนเชส

เตอร์ซิตี อังกฤษ ทุ่ม 12 ล้านปอนด์ซื้ออาแนลกา ทำสถิติของสโมสร จากนั้นวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 2005 ย้ายไปทีมเฟแนร์บาห์แช ประเทศตุรกี ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ล่าสุดหน้าร้อนปี ค.ศ. 2006 โบลตันซื้อตัวอาแนลกามาด้วย 8.2 ล้านปอนด์ เป็นสถิติของสโมสรอีกเช่นกัน รวมแล้วค่าตัวอาแนลกา

ที่ย้ายทีมถี่ ๆ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประมาณ 71 ล้านปอนด์แล้ว แพงเป็นที่สองรองจากฆวน เซบัสเตียน เบรอน ที่ค่าตัวย้ายทีมรวมๆ กันแล้ว 77 ล้านปอนด์

 

อาแนลกาเปลี่ยนจากศาสนาคริสต์มาเป็นนับถืออิสลามเมื่อปี ค.ศ. 2004 ที่มัสยิด Al-Wassail ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยมีชื่ออิสลามว่าอับดุล-ซาลัม บีลัล (Abdul-Salem Bill)

 

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 เขาถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษแบน 5 นัดและปรับเงินถึง 80,000 ปอนด์ หลังจากฉลองการยิงประตูได้ด้วยการทำท่า Quenelle อันแสดงถึงการเหยียดเชื้อชาติยิว ในเกมส์ที่เวสต์บรอมวิช เสมอกับเวสต์แฮม 3-3 หลังจากที่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษ

เขาก็ถูกเวสต์บรอมวิชยกเลิกสัญญาในเวลาต่อมา

 

อแนลกา ย้ายมาเล่นฟุตบอลที่ประเทศอินเดีย ในอินเดียน ซุปเปอร์ลีก โดนเซ็นสัญญากับทีมมุมไบซิตี

 

13. ร็อบบี คีน : 126 ประตู

 

ร็อบบี้ คีน kingdom sport

 

สโมสร : โคเวนทรี, ลีดส์, สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม, แอสตัน วิลลา

 

ช่วงเวลา : 1999-2000 / 2001-2011 / 2012

 

ร็อบบี คีน เป็นอีกหนึ่งกองหน้าที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงมาก ๆ ตั้งแต่สมัยยังเป็นดาวรุ่งอยู่กับ โคเวนทรี และฝีเท้าของเขานั้นก็สม่ำเสมอสุด ๆ และพังประตูได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเล่นให้กับทีมไหนก็ตาม

 

ประวัติส่วนตัว

 

นักเตะวัย 38 ปี ยืนยันการตัดสินใจเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ของ มิค แม็คคาร์ธีย์ ในสัปดาห์ที่แล้ว

 

คีนย้ายจากท็อตแนม ฮอตเปอร์ มาร่วมทีมหงส์แดงในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 และทำไป 7 ประตูใน 28 เกมที่เขาลงเล่นภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ

 

ประตูแรกของเขาเกิดขึ้นในเกมแชมเปียนส์ลีกกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ก่อนที่เขาจะทำประตูในเกมเยือนแอตฯ มาดริด และอาร์เซนอล เช่นเดียวกันสองประตูในเกมกับเวสต์บรอม และโบลตัน

 

อย่างไรก็ตามคีนใช้เวลาสั้นๆ กับลิเวอร์พูล ก่อนตกลงย้ายกลับไปสเปอร์สกลางฤดูกาล 2008-09

 

ก่อนหน้านี้เขาลงเล่นให้กับวูล์ฟแฮมป์ตัน, โคเวนทรี, อินเตอร์ มิลาน และลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนที่ต่อมาจะเล่นกับเซลติก, เวสต์แฮม, ลอสแองเจลิส กาแล็กซี, แอสตัน วิลล่า และเอทีเค

 

คีนเป็นเจ้าของสถิติทำประตูมากที่สุดตลอดกาลให้กับทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่ 68 ประตู

 

12. จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ : 127 ประตู

 

จิมมี่-ฟลอยด์-ฮัสเซลเบงค์-kingdom sport

 

สโมสร : ลีดส์ ยูไนเต็ด, เชลซี, มิดเดิลสโบรห์, ชาร์ลตัน

 

ช่วงเวลา : 1997-1999 / 2000-2007

หากจะถามหาคนที่มีสัญชาติญานในการล่าประตูสูง ๆ ของพรีเมียร์ลีก ฮัสเซลแบงค์ ถือว่าคือคำตอบที่ใช่มาก ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เล่นให้ ลีดส์ นั้นร้อนแรงหาตัวจับยากสุด ๆ เลยทืเดียว

 

ประวัติส่วนตัว

 

จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ เกิด 27 มีนาคม ค.ศ. 1972) หรือชื่อในวงการฟุตบอลว่า จิมมี โฟลยด์ ฮัสเซิลบังก์ (Jimmy Floyd Hasselbaink) เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์เชื้อสายซูรินามในตำแหน่งกองหน้า ปัจจุบัน

 

เป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลควีนส์พาร์ก เรนเจอส์ในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป

 

ฮัสเซิลบังก์เป็นกองหน้าที่ได้รับการจดจำในช่วงที่ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับสโมสรลีดส์ยูไนเต็ดเชลซีมิดเดิลสโบรห์และชาร์ลตัน แอธเลติก โดยเขาได้รับรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2 สมัย และยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้มากถึง 129 ประตู

 

ก่อนจะแขวนสตั๊ดในระดับฟุตบอลลีกแชมเปียนชิปกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี โดยเขาติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 23 นัด ยิงได้ 9 ประตู รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชาติชุดฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

 

หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล ฮัสเซิลบังก์ เริ่มงานคุมทีมครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กับการคุมทีมรอยัล แอนธ์เวิร์ป ในดิวิชัน 2 เบลเยียม โดยเขาคุมทีมในเบลเยียมอยู่ 1 ฤดูกาลจากนั้นในปี ค.ศ.2014 ฮัสเซิลบังก์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการสโมสรเบอร์ตัน อัลเบียนที่ขณะนั้นลงเล่นใน

ฟุตบอลลีกทูและเพียงแค่ฤดูกาลแรกที่เขาคุมทีม ก็สามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกทู และเลื่อนชั้นสู่ฟุตบอลลีกวันได้สำเร็จ

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

11. เจอร์แมน เดโฟ : 141 ประตู

 

Defoe kingdom sport

 

สโมสร : เวสต์แฮม, สเปอร์ส, พอร์ธมัธ, ซันเดอร์แลนด์

 

ช่วงเวลา : 2001-2003 / 2004-2014 / 2015-ปัจจุบัน

 

เดโฟ แจ้งเกิดมาได้ตั้งแต่สมัยอายุน้อย ๆ กับ เวสต์แฮม และเป็นดาวซัลโวในแทบจะทุก ๆ ทีมไปอยู่ด้วย จนกระทั่งมาถึงตอนนี้อายุก็มากแล้ว แต่ยังให้ ซันเดอร์แลนด์ ได้เรื่อย ๆ อยู่เลย

 

ประวัติส่วนตัว

 

เจอร์เมน โคลิน เดโฟ โอบีอี (อังกฤษ: Jermain Colin Defoe, เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1982) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เชื้อสายเซนต์ลูเชียโดมินิกัน ตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ปัจจุบันเล่นให้กับ เรนเจอร์สในสกอตติชพรีเมียร์ชิป (โดยยืมตัวมาจากบอร์นมัท)

 

เจอร์เมน เดโฟ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนให้กับสโมสรชาร์ลตัน แอธเลติก เมื่ออายุได้ 14 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่ออายุ 16 ปี โดยลงเล่นในระดับอาชีพให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นนัดแรกในปี ค.ศ. 2000 ก่อนจะถูกส่งไปหาประสบการณ์กับ

สโมสรบอร์นมัทด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล 2000–01 และกลับมาสู่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

 

หลังจากที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในปี 2003 เดโฟได้ย้ายมาร่วมทีมทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2004 และลงเล่นให้กับสเปอร์นานถึง 4 ฤดูกาล ก่อนจะถูกขายให้กับสโมสรพอร์ตสมัท ในเดือนมกราคม ปี 2008 โดยเขาลงเล่นให้กับพอร์ตสมัทเพียงแค่ฤดูกาลเดียว หลังจาก

นั้นได้ย้ายกลับมายังทอตนัม ฮอตสเปอร์ในเดือนมกราคม ปี 2009

 

ในปี 2014 เดโฟย้ายไปเล่นฟุตบอลนอกสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก โดยเขาย้ายไปเล่นให้กับโตรอนโต เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ย้ายกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปีถัดมา กับสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์

 

เดโฟ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้มากเกินกว่า 150 ประตู โดยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 (162 ประตู) รวมทั้งเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลลำดับที่ 5 ของสโมสรทอตนัม ฮอตสเปอร์ โดยเป็นผู้ยิงประตูในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปให้สโมสรมากที่สุด

เป็นอันดับ 1ในการลงเล่นระดับชาติ เจอร์เมน เดโฟ ติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี 2004 โดยลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษทั้งหมด 57 นัด ยิงได้ 20 ประตูรวมถึงการลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

 

10. โรบิน ฟาน เพอร์ซี : 144 ประตู

 

โรบิน-ฟาน-เพอร์ซี่ kingdom sport

 

สโมสร : อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา : 2004-2015

 

ในช่วงที่เขายังเล่นให้กับ อาร์เซนอล นั้น ถึงแม้จะชอบยิงนกตกปลา แต่ก็ถือเป็นกองหน้าเบอร์หนึ่งของทีม และทันทีที่ย้ายไปอยู่กับ ปีศาจแดงก็ยิ่งตอกย้ำความจริงนั้น ด้วยการกระหน่ำไป 30 เม็ดจนะได้ดาวซัลโวเลยทีเดียว

 

ประวัติส่วนตัว

 

โรบิน ฟาน เพอร์ซี : Robin van Persie, ออกเสียง เกิดวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1983)เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ในตำแหน่งกองหน้า นอกจากนั้นยังเล่นเป็นปีกซ้ายได้อีกด้วย ปัจจุบันได้เลิกเล่นฟุตบอลแล้วโดยเขาได้เล่นให้กับไฟเยอโนร์ดเป็นสโมสรสุดท้าย

 

ฟัน แปร์ซีเป็นบุตรของคู่สามีภรรยาศิลปิน จึงได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักให้เป็นศิลปินตามรอยเท้าของผู้ให้กำเนิด แต่ฟัน แปร์ซีกลับเลือกที่จะเล่นฟุตบอลและได้เริ่มเล่นฟุตบอลกับเอส.เบ.เฟ. เอกแซ็ลซียอร์ (S.B.V. Excelsior) สโมสรดัตช์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งโดยเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรเมื่อปี ค.ศ.

2001 จากนั้นก็ได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลไฟเยอโนร์ด สโมสรดังประจำบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเมื่อปี ค.ศ. 2002 ทำให้ฟัน แปร์ซีมีโอกาสได้สัมผัสด้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ 2002 อีกด้วย ฟัน แปร์ซีเริ่มมีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นนักเตะอายุน้อยที่มีพรสวรรค์ แต่กลับมีปัญหาเรื่องระเบียบวินัยกับ

ไฟเยอโนร์ดแห่งนี้ จนแบร์ต ฟัน มาร์ไวก์ ผู้จัดการทีมที่เริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเขาต้องการให้เขาย้ายสโมสร จนในที่สุดก็เป็นอาร์เซนอล (ภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน แวงแกร์) ที่ยังเล็งเห็นถึงความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวฟัน แปร์ซีอยู่ และได้ทำสัญญากับเขาเมื่อปี ค.ศ. 2004 ด้วยค่าตัว

2.75 ล้านปอนด์ นับจากนั้นมา ฟัน แปร์ซีก็ช่วยให้อาร์เซนอลคว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์และเอฟเอคัพตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่มาค้าแข้งอยู่ที่ลอนดอน จากนั้นก็ได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีแห่งเมืองโรตเตอร์ดัมเมื่อปี ค.ศ. 2006 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 4 ปีแรกที่อยู่กับอาร์เซนอลนั้น เขาก็ไม่

ได้มีโอกาสได้ลงสนามมากเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ แต่ยามใดที่พร้อมลงสนามก็มักจะได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงเสมอ

 

ฟัน แปร์ซีขึ้นชื่อเรื่องการมีเท้าซ้ายที่หนักหน่วงและเคยเป็นนักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ โดยได้ลงเล่นประเดิมทีมชาติชุดใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2005 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ยูโร 2008 และรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 รวมถึงอันดับสามฟุตบอลโลก 2014 ในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย

 

9. เท็ดดี เชอริงแฮม : 147 ประตู

 

เชอริงแฮม kingdom sport

 

สโมสร : ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, พอร์ทสมัธ, เวสต์แฮม

 

ช่วงเวลา : 1992-2002 / 2003-2004 / 2005-2007

 

สมัยที่ น้าหมี ยังอายุน้อย ๆ นั้นเขาเคยได้ตำแหน่งดาวซัลโวมาแล้วทั้งที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับ สเปอร์ส เพียงปีแรก จากนั้น ก็ครองตำแหน่งดาวยิงผู้น่าเกรงขามของ พรีเมียร์ลีก เรื่อยมา และพีคสุดสมัยเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ดนั่นเอง

 

ประวัติส่วนตัว

 

เท็ดดี้ เชอริงแฮม เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับมิลล์วอลล์ในปี 1982 ด้วยอายุเพียงแค่ 16 ปี เขาโชว์ฟอร์มเข้าตาแมวมองจากการเล่นให้กับทีมนอกลีกอย่างเลน์ตันสโตน แอนด์ อิลฟอร์ด จากนั้นเมื่อเขาเซ็นสัญญาเขาก็ใช้เวลาเพียงแค่เกมที่ 2 เท่านั้นในการยิงประตูแรกให้กับสโมสร โดยเป็นแมตช์ที่บุกไป

เยือนบอร์นมัธเมื่อเดือนมกราคม 1984

 

เขาได้มีโอกาสย้ายทีมไปเล่นแบบยืมตัวอยู่ 2 ครั้งในปี 1985 กับอัลเดอร์ช็อต และเยอร์การ์เด้นของสวีเดน จากนั้นในช่วงปลายยุค 1980 เขาก็กลับมาเป็นกำลังสำคัญให้กับมิลล์วอลล์ โดยในฤดูกาล 1987/88 ทีมก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเตะในดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษในเวลานั้นเป็นครั้งแรกด้วย

 

เชอริงแฮมในวัย 25 ปีถูกขายให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนกรกฏาคม 1991 เขาทำผลงานได้ดีจนทำให้ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปีต่อมาด้วยค่าตัว 2.1 ล้านปอนด์ ซึ่งหลังจากที่ขายเชอริงแฮมออกไป ฟอเรสต์ก็ตกชั้นทันทีในฤดูกาลต่อมา เนื่องจากไม่

สามารถหาตัวแทนของเขาในแนวรุกได้

 

กับชีวิตที่ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถือว่าเชอริงแฮมทำได้อย่างสุดยอด เขาประสบความสำเร็จในการยืนในแดนหน้าคู่กับทั้ง กอร์ดอน ดูรี่, รอนนี่ โรเซนธาล, เยอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ และสุดท้ายเป็น คริส อาร์มสตรอง เขากลายเป็นนักเตะในดวงใจของแฟนๆ ไก่เดือยทองในช่วงกลางยุค 1990 ก่อนที่จะย้ายไป

เล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนกรกฏาคม 1997 ด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์

ทีมปีศาจแดงคว้าตัวเขามาแทนที่ตำนานอย่าง เอริค คันโตน่า ที่แขวนสตั๊ดไป โดยเกมแรกกับต้นสังกัดใหม่นั้น เชอริงแฮมต้องเผชิญหน้ากับทีมเก่าอย่างสเปอร์สที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ตลอดทั้งเกมเขาถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นโห่บ้างประปราย แถมในเกมดังกล่าวขณะที่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ 0-0 ในนาทีที่ 60

เชอริงแฮมก็ได้โอกาสยิงลูกจุดโทษด้วย แต่ว่าก็พลาดไป แม้ว่าสุดท้ายแล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมายิงได้ 2 ลูกจนเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ก็ตาม

 

ชีวิตค้าแข้งของเชอริงแฮมมารุ่งเรืองสุดขีดเอาในฤดูกาล 1998/99 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมายิงตีเสมอบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่ทีมจะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะจนสามารถคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ

 

ฤดูกาลต่อมา เขาได้รับโอกาสลงเล่นน้อยลง แต่ในฤดูกาล 2000/01 เขาก็กลับมาระเบิดฟอร์มด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร และได้เค้นฟอร์มสุดยอดที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาออกมา ทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และเขาก็ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยม

แห่งปีจากทั้ง 2 สถาบันคือพีเอฟเอ และจากการโหวตของนักข่าว

 

จากนั้นสัญญาของเขาในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็หมดลง และด้วยการเข้ามาของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็ทำให้เชอริงแฮมตัดสินใจไม่ต่อสัญญาออกไปอีก 1 ปี เขาย้ายกลับมาเล่นกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เป็นคำรบสอง ก่อนที่จะย้ายไปเล่นกับพอร์ทสมัธ, เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด และมาแขวนสตั๊ดในปี

2008 กับโคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

8. เลส เฟอร์ดินานด์ : 149 ประตู

 

เลส-เฟอร์ดินานด์ kingdom sport

 

สโมสร : คิวพีอาร์, นิวคาสเซิล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส, เวสต์แฮม, เลสเตอร์, โบลตัน

 

ช่วงเวลา : 1992-2005

 

ช่วงที่พีคที่สุดของ เฟอร์ดินานด์ ในความทรงจำของคอบอลยุค 90 นั้นน่าจะเป็นช่วงที่เขาเล่นให้กับ นิวคาสเซิล ร่วมกันกับ อลัน เชียร์เรอร์ ซึ่งก็ต้องบอกว่าสุดยอดจริง ๆ แม้จะเป็นเวลาไม่นาน อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะไปเล่น

 

ประวัติส่วนตัว

 

น้าเลสมีศักดิ์เป้นน้าของริโอและแอนทอน ช่วงที่เขายิงได้มากที่สุดคงเป็นเวลาที่เขาอยู่กับคิวพีอาร์ในปี 1987 – 1995 ลงเล่น 163 นัดทำได้ 80 ประตู แต่ที่สุดๆ คงจะเป็นกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดซึ่งเขามีสถิตการทำประตูได้ดีที่สุด ลงเล่น 68 นัดใน 3 ฤดูกาลแต่ยิงไปถึง 41 ประตู แต่ที่เหลือในชีวิตค้า

แข้งโค้ชมักใช้เขาเป็นตัวชนมากกว่า

 

7. ไมเคิ่ล โอเวน : 150 ประตู

 

Michael-Owen kingdom sport

 

สโมสร : ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, สโต๊ค ซิตี้

 

ช่วงเวลา : 1997-2004 / 2005-2013

 

ในยุคที่ ไมเคิล โอเวน แจ้งเกิดมาในสีเสื้อหงส์แดงใหม่ ๆ นั้นเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกฟุตบอลเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ก็แทบไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีอีกเลยจนแขวนสตั๊ด

 

ประวัติส่วนตัว

 

ไมเคิ่ล โอเว่น มีชื่อเต็มว่า ไมเคิ่ล เจมส์ โอเว่น เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 1979 ที่เมืองเชสเตอร์ เชสเชียร์ เป็นบุตรชายของ เทอร์รี่ โอเว่น อดีตนักฟุตบอลของเอฟเวอร์ตัน และในวัยเด็กโอเว่น ก็เป็นแฟนบอลของเอฟเวอร์ตัน โดยมี แกรี่ ลินิเกอร์ เป็นนักเตะในดวงใจ แต่สุดท้ายเขากลับมาสร้างชื่อใน

วงการลูกหนังด้วยการเป็นนักเตะขวัญใจของแฟนบอลลิเวอร์พูล ทีมคู่ปรับร่วมตัวฉกาจของเอฟเวอร์ตัน ไปในที่สุด

 

6. ร็อบบี ฟาวเลอร์ : 163 ประตู

 

ร็อบบี ฟาวเลอร์ kingdom sport

 

สโมสร : ลิเวอร์พูล, ลีดส์ฅ, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แบล็คเบิร์น

 

ช่วงเวลา : 1993-2007 / 2008-2009

 

วันที่ ศูนย์หน้าพลาสเตอร์ยา แจ้งเกิดขึ้นมากับทีม ลิเวอร์พูล เดอะ ค็อป ทั่วโลกรู้ทันทีว่า ชายคนนี้แหละจะกลายเป็นตำนานตลอดกาลของสโมสรได้แน่ และถึงแม้เขาจะถูกอาการบาดเจ็บเล่นงาน หรือโดนขายทิ้งภายหลัง แต่ “เดอะ ก็อด” ก็ยังคงเป็นที่รักของแฟน ๆ ไปตลอดกาล

 

ประวัติส่วนตัว

 

ร็อบบี’ ฟาวเลอร์ Robert Bernard ‘Robbie’ Fowler เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1975 ในท็อกซ์เทท ประเทศอังกฤษ เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เป็นที่จดจำมากที่สุดในครั้งเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลใน 2 ช่วงเวลา และเขายังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์

ลีก ฟาวเลอร์ยิงประตูรวม 183 ประตูสำหรับลิเวอร์พูล โดย 128 ประตูในพรีเมียร์ลีกสำหรับลิเวอร์พูล (162 ประตูรวม กับทุกสโมสร) ต่อมาเขาย้ายทีมไปเล่นในสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด และ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีก่อนจะกลับมายังลิเวอร์พูลในเดือนมกราคม ค.ศ. 2006 หลังจากนั้น 18

เดือนได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลคาร์ดิฟฟ์ซิตี เขาปฏิเสธการเซ็นสัญญา 1 ปี สัญญาแบบจ่ายเมื่อเล่น และได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอร์ส เป็นเวลา 3 เดือน กับสัญญาจ่ายเมื่อเล่น ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 เขาออกจากแบล็กเบิร์นและเดินหน้าอาชีพกับการเล่นฟุตบอล

ออสเตรเลีย สำหรับการลงเล่นในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ เขาลงแข่ง 26 นัด ยิงประตูได้ 7 ประตู

5. เธียร์รี อองรี : 175 ประตู

 

เธียร์รี อองรี kingdom sport

 

สโมสร : อาร์เซนอล

 

ช่วงเวลา : 1999-2007 / 2012

 

การย้ายเข้ามาของ อองรี เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประตูสู่ความยิ่งใหญ่ของ อาร์เซนอล เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงของยุคไร้พ่าย ได้แชมป์ลีก เกิดขึ้นเพราะมีเขาเป็นกองหน้าช่วยล่าประตูอยู่เท่านั้น และปัจจุบันเขาก็เป็นตำนานของทีมไปแล้วเช่นกัน

 

ประวัติส่วนตัว

 

เธียร์รี อองรี (ฝรั่งเศส:  เกิด 17 สิงหาคม ค.ศ. 1977) เป็นผู้ฝึกสอนและอดีตนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส เคยเป็นผู้จัดการทีมโมนาโกในลีกเอิง

 

อ็องรีเกิดที่เมืองเลซูว์ลิส จังหวัดเอซอน (ชานเมืองของปารีส) เขาเล่นให้กับทีมท้องถิ่น เป็นเด็กหนุ่มที่แสดงความมั่นใจในฐานะดาวยิงประตู จนสโมสรฟุตบอลโมนาโกได้เห็นแววในปี ค.ศ. 1990 จนได้เซ็นสัญญาโดยทันที เขาลงแข่งเปิดตัวในฐานะนักฟุตบอลอาชีพในปี ค.ศ. 1994 มีฟอร์มการเล่นที่ดี

จนทำให้ติดทีมชาติในปี ค.ศ. 1998 หลังจากที่เขาเซ็นสัญญากับทีมในเซเรียอา สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส ในฤดูกาลป้องกันตำแหน่งแชมป์ แต่ก็ผิดหวังไปในการเล่นตำแหน่งปีก ก่อนที่เขาจะเซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ ในปี ค.ศ. 1999

 

ในการอยู่กับอาร์เซนอลทำให้อ็องรีมีชื่อเป็นนักฟุตบอลระดับโลก ถึงแม้ช่วงแรกยังคงต้องดิ้นรนในพรีเมียร์ลีก เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของอาร์เซนอลในแทบทุกฤดูกาลที่เขาอยู่ ภายใต้การเป็นผู้จัดการทีมอันยาวนานของอาร์แซน แวงแกร์ อ็องรีเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ทำประตูมากมายและเป็นผู้นำในการ

ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของอาร์เซนอล กับจำนวนประตู 227 ในทุกการแข่งขัน เขาช่วยให้ทีมชนะเลิศในลีก 2 ครั้ง และถ้วยเอฟเอคัป 3 ครั้ง เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี 2 ครั้ง และได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ 2 ครั้ง และนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ

สมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ 3 ครั้ง อ็องรีเป็นกัปตันทีมอาร์เซนอลใน 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขา นำทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2005-2006

 

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007 หลังจากใช้เวลา 8 ปีกับอาร์เซนอล เขาย้ายมาอยู่สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยค่าตัว 24 ล้านยูโร เกียรติประวัติแรกกับสโมสรฟุตบอลคะตะลันนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เมื่อสโมสรได้ 3 แชมป์ โดยชนะในลาลิกา โกปาเดลเรย์ และแชมเปียนส์ลีก ทีมยังได้รางวัลเป็น 6

ถ้วยรางวัลโดยรวมถึงอีก 3 ถ้วยคือ ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ยูฟ่าซูเปอร์คัพ ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ โดยรวมแล้วอ็องรีได้รับการเสนอชื่อทีมแห่งปีของยูฟ่า 5 ครั้ง ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 เขาย้ายมาอยู่กับสโมสรฟุตบอลนิวยอร์กเรดบูลส์ในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ นำทีมชนะในอีสเทิร์นคอนฟีเรนซ์ในปี ค.ศ. 2010

อาร์เซนอลได้ยืมตัวเขาในปี ค.ศ. 2012 เป็นเวลา 2 เดือน

 

ความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส เขานำทีมชนะในฟุตบอลโลก 1998ยูโร 2000คอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2003 เขาทำลายสถิติของมีแชล ปลาตีนีในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 กับสถิติเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของฝรั่งเศส อ็องรีเกษียณตัวเองจากทีมชาติหลังฟุตบอลโลก 2010 

 

ส่วนเรื่องนอกสนามเขาเป็นโฆษกเรื่องการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในกีฬาฟุตบอล อันเนื่องจากเคยมีประสบการณ์ถูกเหยียดสีผิวมาก่อน เขาแต่งงานกับนางแบบชาวอังกฤษ นิโคล เมอร์รี ในปี ค.ศ. 2003 มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน แต่หย่าร้างในปี ค.ศ. 2007

 

นักเตะที่ยิงประตูเยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

4. แฟรงค์ แลมพาร์ด : 177 ประตู

 

แฟรงค์ แลมพาร์ด kingdom sport

 

สโมสร : เวสต์แฮม, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ช่วงเวลา : 1996-2015

 

หากใครกำลังคิดว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่ตะบันประตูได้มากมายก่ายกองแล้ว ลองมาดู แฟรงค์ แลมพาร์ด เสียก่อนแล้วจะอึ้ง เพราะเจ้าหมีพูห์ ยิงได้มากกว่าเยอะเลยทีเดียว ทั้งที่การยืนตำแหน่งดูจะต่ำ ๆ กว่าเสียด้วยซ้ำ จึงทำให้หลายคนว่า หากจะหาเจ้าของ เบอร์ 8 ที่เก่งที่สุดของ

พรีเมียร์ลีก น่าจะเป็นตำนานสิงห์บลู คนนี้มากกว่า

 

ประวัติส่วนตัว

 

แฟรงค์ แลมพาร์ด หรือชื่อเต็มว่า  Frank James lampard  เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปี 1978  ณกรุงลอนดอน เกิดในครอบครัวนักฟุตบอล โดยพ่อของเขาเป็นอดีตกองหลังของทีมชาติอังกฤษ และลุงของเขา ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลควีนส์ปาร์คเรนเจอร์ส และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจมี่

เรดแนปป์ อดีตนักเตะของเซาแธมป์ตันเช่นเดียวกัน

 

เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน เป็นหนึ่งในอดีตนักเตะเยาวชน ของเวสต์แฮมยูไนเต็ด และเขายังเคยถูกยืมตัว ไปเล่นกับสวอนซีซิตี้ และย้ายมาร่วมสโมสรกับเชลซีในปี 2001  เขาเป็นมิดฟิลด์ที่ได้รับการยกย่องมาก แม้ว่าผลงานในตอนนี้จะแผ่วลงไปบ้าง จากที่มีข่าวคราวว่าเล่นไม่เข้าขา

กับสตีเว่นเจอร์ราร์ด น่าแปลกใจที่ทั้งสองเคยสนิทกัน แต่แม้กระทั่งงานแต่งของเจอล่ะก็ไม่มีรำคาญ แลมพาร์ดเป็นกองกลางที่ทำประตูได้ถึง 200 ประตู  ประตู 

 

ซึ่งมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของสโมสร  นอกจากนี้ แลมพาร์ดยังทำสถิติ เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีก มากกว่า 10 ประตูติดต่อกันถึง 9 ฤดูกาล แลมพาร์ดลงเล่นให้ Manchester City ครั้งแรก  ครั้งแรกในนัด ครั้งแรกในนัดที่พบ ครั้งแรกในนัดที่พบอาร์เซนอล

ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียม แต่เขาดันโดนใบเหลืองในนาทีที่ 22  และโดนเปลี่ยนตัวออกไปเมื่อหมดครึ่งแรก หลังจากนั้นแลมพาร์ดลงเล่นให้แมนซิตี้นัดที่ 2  เป็น 

 

นัดที่พบกับเชลซี บ้านเก่าของตัวเอง ปรากฏว่า ผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ซิตีถูกใบแดงในนาทีที่ 66  ทำ ทำให้เชลซีขึ้นนำก่อน ทำให้เชลซีขึ้นนำก่อน แลมพาร์ดจึงช่วยให้ผลการแข่งขันกับมาเสมอได้สำเร็จ โดยการทำประตูตีเสมอให้กับทีม แฟรงค์ แลมพาร์ด ประวัติตำนานสิงโตน้ำเงินคราม

 

จนในปัจจุบันนี้ เขามีสิทธิ์แคนดิเดตเป็นกัปตันทีมของสิงโตน้ำเงินคราม หรือเชลซี เพราะเขาคงจะเป็นคนเดียว ที่คลุกคลีกับฟอร์มและการเล่นของทีมเชลซีมากที่สุดแล้ว

 

3. แอนดี โคล : 187 ประตู

 

3. แอนดี โคล kingdom sport

 

สโมสร : นิวคาสเซิล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, ฟูแลม, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, พอร์ทสมัธ, ซันเดอร์แลนด์

 

ช่วงเวลา : 1993-2008

 

ถึงแม้ว่า แอนดี้ โคล จะถูกตั้งฉายาว่าสากกระเบือ เพราะเขามักจะใช้โอกาสที่มีอยู่มากมายไปแบบเปลืองราวกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม จำนวนสกอร์ที่เขาทำได้ก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้ใครในเกาะอังกฤษ และสาวกปีศาจแดงก็รักเขามากเสียด้วยสิ

 

ประวัติส่วนตัว

 

ความสำเร็จไม่ได้มาอย่างทันทีทันควันอยู่แล้ว และแฟนๆ ทีมปีศาจแดงต่างก็หวังว่าจะให้ทีมคว้าตัว สแตน คอลลีมอร์ จากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในช่วงที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังมองหากองหน้ารายใหม่ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคมปี 1995 และสุดท้ายนักเตะที่ก้าวเข้ามาก็คือ แอนดี้ โคล

 

และเมื่อเขาได้เข้ามาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ดาวยิงที่เกิดในเมืองน็อตติ้งแฮมก็ถล่มประตูด้วยค่าเฉลี่ยทุกๆ 2 เกม ถือเป็นค่าเฉลี่ยที่ทีมปีศาจแดงไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยนับตั้งแต่หมดยุคของ เดนิส ลอว์

 

ก่อนหน้านี้สมัยที่โคลลงเล่นที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค เขาสามารถยิงประตูได้ถึง 68 ลูก จากการลงเล่นเพียง 74 เกม โดยในฤดูกาล 1993/94 เขายิงในลีกได้มากถึง 41 ลูกด้วย และเมื่อเขามาเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากนักเตะอย่าง เอริค คันโตน่า, ไรอัน กิ๊กส์ และ ลี

ชาร์ป นั่นทำให้เขาเล่นได้ราวกับเป็นความฝัน ถือว่าคุ้มค่าทุกเพนนีที่จ่ายเป็นค่าตัวเขาเป็นสถิติในตอนนั้นคือ 6.25 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

 

ฤดูกาลแรกของโคลนั้น เขาได้ยิงคนเดียว 5 ประตูในเกมถล่มอิปสวิช ทาวน์ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 9-0 ด้วย และสกอร์จากเกมนั้นก็ยังคงเป็นสถิติชัยชนะที่ยิงประตูได้สูงที่สุดของทีมในพรีเมียร์ ลีก มาจนถึงตอนนี้


โคลทำประตูในลีกได้ 11 ลูกในฤดูกาล 1995/96 ที่ทีมคว้าแชมป์ แถมมันยังเป็นการเบียดแย่งแชมป์กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สโมสรเก่าของเขาด้วย

 

ความสำเร็จครั้งต่อไปตามมาอีกในฤดูกาลถัดมาคือ 1996/97 แต่เขาก็ต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บถึงขั้นขาหัก จากนั้นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของเขาก็มาถึง หลังจากที่ ดไวท์ ยอร์ค ย้ายจากแอสตัน วิลล่า เข้ามาเป็นคู่ขาในแดนหน้าของเขาในฤดูกาล 1998/99

 

ทั้งโคล และยอร์คประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งคู่ยิงรวมกันในลีกไป 35 ประตู ซึ่งมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ยอร์คนั้นมีทักษะ และความแข็งแกร่ง ส่วนโคลก็จะมีความเร็ว และสัญชาตญาณการจบสกอร์ที่สุดยอด ในฤดูกาลดังกล่าวมีการเอาชนะด้วยสกอร์ 8-1 เหนือ

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1999 ด้วย โดยอีกคนที่มีบทบาทสำคัญในเกมนั้นก็คือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ตัวสำรองที่ลงมายิงคนเดียว 4 ประตู

แม้ว่าโคลจะระเบิดฟอร์มกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่โอกาสในทีมชาติอังกฤษของเขาก็ช่างมีน้อยนิดเหลือเกิน อย่างไรก็ตามไม่มีใครสงสัยในความสามารถของเขา นี่คือศูนย์หน้าผู้เยี่ยมยอดของจริง เขายังคงยิงในลีกระดับสูงสุดให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ด้วยในฤดูกาล 2005/06 หลังจากที่ย้ายไป

เล่นกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และฟูแล่มมาก่อนหน้านี้

 

2. เวย์น รูนีย์ : 192 ประตู

 

Rooney kingdom sport

 

สโมสร : เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา 2002-ปัจจุบัน

 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ รูนีย์ มีอายุได้เพียง 16 ปี เขาก็ได้รับโอกาสให้แจ้งเกิดกับทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน และจากนั้นเท้าของเขาก็ไม่เคยว่างเว้นจากการส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย จนกระทั่งย้ายมา แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งก็ทำให้เขาเป็นสุดยอดดาวยิงและกัปตันทีมอย่างในปัจจุบัน

 

ประวัติส่วนตัว

 

เวย์น รูนี่ย์ เริ่มต้นเล่นให้กับสโมสรเยาวชนของคัปเปิ้ลเฮาส์บอยส์ จากนั้นก็ได้เซ็นต์เป็นนักเตะเยาวชนของเอฟเวอร์ตั้น ในปี 1996-2002 จนได้ก้าวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2002-2004 จากนั้นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็ซื้อตัวมาร่วมทีมตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งยิงประตูไปแล้วกว่า 250 ประตู ทำลายสถิติไป

 

เรียบร้อย ก่อนจะย้ายกลับไปเอฟเวอร์ตั้น และย้ายมาร่วมสโมสร ดี.ซี. ยูไนเต็ด ในเมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยในปี 2018

 

1. อลัน เชียร์เรอร์ : 260 ประตู

 

 

อลัน เชียร์เรอร์ kingdom sport

 

สโมสร : แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส์, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

 

ช่วงเวลา : 1992-2006

 

อันดับหนึ่งของรายการนี้ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ดีว่าเป็นใคร เพราะ เชียร์เรอร์ คนนี้ คือสุดยอดดาวยิงตลอดกาลของชาวอังกฤษ ที่ไม่น่าจะหาใครมาเปรียบได้ยากมากที่สุดแล้ว และถึงแม้เขาจะไม่เคยเล่นให้กับทีมระดับแชมป์ ระดับหัวตาราง แต่ก็ยังยิงได้มากขนาดนี้ คิดเอาแล้วกันว่าฝีเท้าแกจะโหดขนาด

ไหน

 

ประวัติส่วนตัว

 

เกิดเมื่อ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1970 ซัมเมอร์ปี 1992 ฮอตชอตก็ได้ฮอตสมชื่อ เพราะเป็นนักเตะที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างหนัก แม้ว่าเซาแทมป์ตันจะออกมาประกาศว่า กองหน้าคนนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่เงินทองก็ทำให้คนเปลี่ยนคำพูดได้เสมอ แล้วอีกอย่างนักบุญก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะปฏิเสธเงิน 3.3 ล้าน

ปอนด์ ที่ถือเป็นสถิติค่าตัวนักเตะของเกาะอังกฤษในขณะนั้นได้ด้วย ตอนนั้นมีทั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ แบล็กเบิร์นโรเวอร์ส ที่พร้อมจะคว้าตัวเชียเรอร์ไปร่วมทีม และเชียเรอร์ก็ตัดสินใจเลือกแบล็กเบิร์น เพราะเป็นทีมแรกที่ออกมาแสดงความสนใจในตัวเขา แม้ว่าเขาจะฟังข้อเสนอของ

 

 แมนฯ ยู อย่างมีมารยาท แต่ในใจของเขาได้มีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว เชียเรอร์ พร้อมภรรยาที่กำลังตั้งท้อง 7 เดือน ออกเดินทางตามถนนแห่งชีวิตที่ทอดยาวไปยังแลงคาเชียร์ เพื่อเริ่มต้นบรรทัดต่อไปของชีวิตคนทั้งคู่

แต่มีเรื่องที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ คือในตอนนั้น นิวคาสเซิลยูไนเต็ด นำโดย เควิน คีแกน และ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ผู้เข้ามาปลดหนี้ให้สาลิกาดง ก็มีความสนใจในตัวเชียเรอร์เช่นกัน แต่ก็ต้องค้างแผนการไว้แค่นั้น เมื่อเชียเรอร์เซ็นต์สัญญากับแบล็กเบิร์นไปเสียก่อน แม้ว่าเชียเรอร์จะเป็นแฟนนิวคาสเซิลโดย

 

สายเลือด แต่แบล็กเบิร์นก็เป็นคำตอบที่ดีในขณะนั้น เพราะตอนนั้นนิวคาสเซิลเป็นทีมในดิวิชั่น 2 ขณะที่แบล็กเบิร์นพึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ชิพใหม่ แถมยังมีแบ็คด้านการเงินจากนักธุรกิจร้อยล้าน แจ็ค วอล์คเกอร์ กุหลาบไฟที่นำโดย เคนนี ดัลกลิช ในขณะนั้น ก็เปรียบเสมือนเค้กที่ได้รับการ

ตกแต่งอย่างสวยงาม และเชียเรอร์ก็คือน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ที่ตกแต่งเค้กก้อนนั้นให้ทั้งงามและหอมหวานยิ่งขึ้น

 

สำหรับคนที่เป็นกองหน้าที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดอาชีพค้าแข่งกับทั้ง เซลติกลิเวอร์พูล และ สก็อตแลนด์ อย่าง ดัลกลิช ทำไมเขาจะไม่รู้ ว่าเชียเรอร์นี่แหละจะนำเกียรติยศมาสู่ทีม ทางด้านฝั่ง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คงอดจะรู้สึกไม่ได้ว่า เขาได้ทำเป้าหมายอันดับหนึ่งหลุดมือไปเสียแล้ว

เมื่อในนัดเปิดตัวกับแบล็กเบิร์นเชียเรอร์ทำได้ 2 ประตูอย่างงดงาม แม้ว่าจบเกมทีมจะทำได้เพียงเสมอกับคริสตัล พาเลซไป 3-3 ที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์กก็ตาม

 

จะว่าไปแล้วช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนยุคมืดของวงการฟุตบอลอังกฤษ มีฮูลิแกนอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ประกอบกับโศกนาฏกรรมที่ฮิลส์โบโรห์ที่ตามหลอกหลอนแฟนบอลอังกฤษ การฟื้นตัวของวงการฟุตบอลในขณะนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด การมีสกาย เทเลวิชั่นถ่ายทอดสดการแข่งขันทาง

โทรทัศน์ กอปรกับแคมเปญให้สนามฟุตบอลทุกสนามเปลี่ยนเป็นที่นั่งให้หมด ก็กระตุ้นวงการฟุตบอลได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การเกิดใหม่ของบรรดานักเตะดาวรุ่ง จึงไม่ต่างอะไรจากการเกิดใหม่อีกครั้ง ของเสน่ห์ฟุตบอลระดับชาติในอังกฤษ

 

และเชียเรอร์ ในลุคเด็กหนุ่มนิสัยดีมีเสน่ห์ มีความเป็นมืออาชีพทั้งในและนอกสนาม จึงเข้าไปนั่งในใจแฟนบอลอังกฤษได้ไม่ยากเย็น ฟุตบอลยุคใหม่ โกลเด้น บอยคนใหม่ เหมาะเจาะอะไรถึงเพียงนี้ เกมฟุตบอลในสมัยนี้เริ่มเปลี่ยนไป ค่าเหนื่อยสูง ค่าตัวแพงกลายเป็นเรื่องปกติ และแบล็กเบิร์นก็เป็นอีก

ทีมที่พร้อมจะจ่ายหนัก ซื้อนักเตะบิ๊กเนมหลายคนมาเสริมทีม ในราคาแบบบิ๊กๆ แต่เงินจำนวนมหาศาลที่มี ก็ไม่สามารถทำให้นักเตะอันดับหนึ่งของทีม รอดพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชที่เรียกว่า อาการบาดเจ็บ ได้ เชียเรอร์ต้องพลาดการลงสนามในช่วงท้ายของฤดูกาล ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นของฤดูกาล

1993-94 ด้วย

 

เชียเรอร์ได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณเส้นเอ็น ในแมตช์บ็อกซิ่ง เดย์ กับ ลีดส์ ทำให้เขาต้องอดลงสนามถึง 9 เดือนเต็มๆ เลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็ไม่ได้เป็นการสูญเสียสำหรับรังอีวู้ด ปาร์กเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียสำหรับทีมชาติอังกฤษด้วยเช่นกัน ทีมชาติอังกฤษชุด กุนซือหัวผักกาด เกรแฮม เทย์เลอร์ คุมทีม

มีอันต้องไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ’94 ที่สหรัฐ เพราะขาดกองหน้าตัวสำคัญอย่างเชียเรอร์ และความฝันของเชียเรอร์ที่จะได้สวมเสื้อสีขาวของทีมชาติอังกฤษ ในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็มีอันต้องรอไปก่อนอีกหลายปีกว่าจะได้เติมเต็ม

 

อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ทำหนึ่งความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง คือการได้ลงเล่นในเซนต์เจมส์ ปาร์ก แม้จะไม่ใช่ภายใต้เสื้อสีขาวดำ หลังหายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ เชียเรอร์พาแบล็กเบิร์นไปเสมอกับนิวคาสเซิล ที่พึ่งเลื่อนชั้นมาหมาดๆ 1-1 แม้ว่าจะพลาดการลงสนามในเดือนแรกของฤดูกาล แต่ก็ไม่มี

ใครหยุดดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้ได้อยู่ เขาพังประตูพาแบล็กเบิร์นจบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 และยิงไปถึง 31 ประตูในลีก อุดปากพวกที่วิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่า เชียเรอร์ไม่มีทางกลับมาเป็นคนเดิมได้อย่างรวดเร็ว หลังต้องบาดเจ็บนานขนาดนั้นไปเสียสนิท

 

เชียเรอร์ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี เขาไม่ใช่เพียงแค่นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในประเทศ กองหน้าอันดับหนึ่งในพรีเมียร์ชิพและอังกฤษ แต่ยังเหนือกว่านักเตะคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ฤดูกาล 1994-95 ยิ่งดีกว่าเดิมสำหรับเชียเรอร์และแบล็กเบิร์น34 ประตูในลีกของเชียเรอร์ พาแบล็กเบิร์น

คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในรอบ 81 ปีของสโมสร การที่แบล็กเบิร์นคว้าตัว คริส ซัตตัน มาร่วมทีมในราคา 5 ล้านปอนด์นั้น ทำให้เชียเรอร์ได้พบกับคู่แท้ในแดนหน้า นอกจากจะได้เหรียญแชมป์แล้ว ฤดูกาลเดียวกันนี้เชียเรอร์ยังได้รางวัล PFA นักเตะยอดเยี่ยมประจำปีอีกด้วย ซึ่ง

รางวัลนี้ได้มาจากการโหวตของเพื่อนร่วมอาชีพ นั่นหมายความว่าเชียเรอร์ ได้รับการยอมรับอย่างงดงามจากเพื่อนร่วมอาชีพ และเป็นการพิสูจน์ว่า การตัดสินใจปฏิเสธแมนฯ ยูนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว

 

หลังจากคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ส่งผลให้แบล็กเบิร์นได้ไปตะลุยในเวทีแชมเปียนส์ ลีก แต่น่าเสียดายที่เชียเรอร์ พลาดโอกาสลงสนามเกือบทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม เนื่องจากอาการบาดเจ็บ และเนื่องจากการขาดกองหน้าตัวสำคัญนี่เอง ทำให้แบล็กเบิร์นมีอันต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย ผลงานในลีก

ฤดูกาลถัดมาของแบล็กเบิร์นก็ไม่ต่างจากเวทียุโรปมากนัก เมื่อพวกเขาไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ เคนนี่ ดัลกลิช ผู้ซึ่งพาทีมจากดิวิชั่น 2 เดิม จนเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เปลี่ยนบทบาทของตัวเองภายในทีมในฐานะ ฟุตบอล ไดเร็กเตอร์ และเงียบหายไปจากวงการฟุตบอลไปพักใหญ่

พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยน ของเกมฟุตบอลรอบตัวของเชียเรอร์อีกครั้ง

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือผลงานการทำประตูอันยอดเยี่ยมของเชียเรอร์นั่นเอง แม้ว่าทีมจะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ของตารางพรีเมียร์ชิพ แต่เขาก็ยังทำได้เหยียบ 30 ประตูกับแบล็กเบิร์นเช่นเคย ยิ่งเมื่อยิงไปอีก 5 ประตูในนามทีมชาติอังกฤษบนเวทียูโร 1996 ก็เป็นการเน้นย้ำให้รู้ว่า

 

เขานี่แหละคือกองหน้าระดับเวิร์ล คลาส อีกคนหนึ่ง กระแสความนิยมของแฟนบอลพุ่งสูง เมื่ออังกฤษทำผลงานได้ดีในทัวร์นาเมนต์ ยูโร 96 แม้ว่าเยอรมนีคู่อริเก่าจะมาคว้าแชมป์ได้ในถิ่นเวมบลีย์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจในตนเอง ของเหล่าแฟนบอลอังกฤษลดลงแม้แต่น้อย

เพราะพวกเขาเริ่มมองเห็นความหวังรำไรๆ แล้ว

ผลบอล

https://ufakingdom.net

ร่วมกิจกรรมเชียร์ทีมโปรด

เพียงร่วมโหวตทีมโปรดของคุณ 1 ครั้งต่อ 1 คู่ กี่คู่ก็ได้

  • คอมเม้นความเห็นทีมโปรดของคุณด้านล่างพร้อมโหวดทีมโปรดของคุณ
  • ระบุในความเห็นว่าทีเด็ดบอลวันนี้ ดูบอลวันนี้

ตัวอย่าง “ทีเด็ดบอลวันนี้ Team AAA ชนะ”

  • พร้อมคลิ๊กทำเครื่องหมายถูกที่ด้านหน้า Also post on Facebook
  • ผู้ที่ทายทีมโปรดจะทายกี่คู่ก็ได้ในการแสดงความคิดเห็น 1ครั้ง แต่เราจะยึดความคิดแรกสุดเป็นคำตอบ
  • ผู้ที่ทายถูกมากที่สุดจะถือเป็นผู้ชนะหากมีผู้ที่ถูกมากที่สุดมากกว่า 1 คนจะนำผู้ที่ทายถูกมากที่สุดมาสุ่มรางวัล
  • สุ่มผู้โชคดีที่แสดงความคิดเห็นด้านล่าง
  • ทายทีมโปรดของท่านชนะในวันนั้นโดยอ้างอิงตามราคาต่อรอง
  • แอดมินสุ่มรางวัลผ่าน Live ทุกวันผ่าน Facebook Page

ติดตามข่าวสารการไลฟ์สดและเวลาผ่านเพจ

ผู้โชคดีจะต้องชมไลฟ์สดอยู่เท่านั้นจึงได้รับรางวัลหากไม่แสดงตัวในไลฟ์สดถือว่าสละสิทธิ์

เพจ Facebook

แจกเงินรางวัล 200 บาททุกวัน1 รางวัล สำหรับผู้โชคดีทุกวัน

ติดตามข่าวสารการไลฟ์สดและเวลาผ่านเพจ

ผู้โชคดีจะต้องชมไลฟ์สดอยู่เท่านั้นจึงได้รับรางวัลหากไม่แสดงตัวในไลฟ์สดถือว่าสละสิทธิ์

เพจ Facebook